เคล็ดลับ การดูแลรักษาและป้องกันการเกิดรอยสิว ป้องกันการเกิดรอยดำ รอยแผลเป็นจากสิว empire777 ฟรี300

ป้องกันการเกิดรอยสิว ทำตามวิธีต่อไปนี้

1. ป้องกันการเกิดรอยสิว ไม่บีบหรือกดสิว
การบีบสิวอาจจะทำให้เกิดการอักเสบลุกลาม แบคทีเรียภายในสิวอาจจะแพร่กระจายไปยังผิวบริเวณอื่น สร้างความเสียหายให้แก่ผิวหนังมากขึ้น และทำให้รอยสิวเกิดขึ้นตามมาได้ง่าย

2. ไม่ควรพอกหน้า
การพอกหน้า หรือการใช้ครีมบำรุงหลากหลายทาพอกบริเวณรอยสิว วิธีการนี้นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ ซึ่งอาจจะทำให้รอยสิวปรากฏชัดเจนมากยิ่งขึ้นได้อีกด้วย  empire777 ฟรี300 

3. ไม่ใช้วิตามินอี
จากงานค้นคว้าบางส่วนได้ค้นพบว่า การนำสารอาหารเข้าสู่ผิวที่เป็นรอยแผลเป็นโดยตรงอาจรบกวนกระบวนการฟื้นฟูสภาพผิวได้ และในกลุ่มตัวอย่างทดลองบางรายที่ใช้วิตามินอีกับผิวโดยตรง จนเกิดผลข้างเคียงเป็นภาวะผื่นแพ้สัมผัส ป้องกันการเกิดรอยสิว 

4. หลีกเลี่ยงแสงแดด
โดยการสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงก็อาจทำให้รอยสิวมีสีเข้ม สังเกตเห็นชัดเจนขึ้น และชะลอกระบวนการฟื้นฟูสภาพผิวบริเวณรอยสิวลง ดังนั้น หากต้องออกไปสัมผัสแสงแดดภายนอก ก็ควรสวมใส่เครื่องแต่งกายป้องกัน อย่างเช่นหมวก แว่นตา และทาครีมกันแดดค่า SPF 30 หรือมากกว่า เสมอ   empire777 ฟรี300

5. รักษาสมดุล ไมโครไบโอมบนผิว
ไมโครไบโอม คือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก อย่างเช่น แบคทีเรีย เชื้อรา ที่อาศัยอยู่บนผิวของคนทั่วไป ซึ่งมีทั้งชนิดดีและชนิดไม่ดีที่ก่อให้เกิดสิวได้ เมื่อไมโครไบโอมชนิดดีลดลงหรือชนิดไม่ดีเพิ่มขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวและปัญหาผิวตามมา จึงควรเพิ่มความแข็งแรงให้กับไมโครไบโอมชนิดดีด้วยโดยการเพิ่มพรีไบโอติก ที่เป็นอาหารของไมโครไบโอมชนิดดี เมื่อไมโครไบโอม ได้รับพรีไบโอติกเป็นประจำจะแข็งแรงและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลทำให้ผิวมีความสมดุล และแข็งแรง จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิดปัญหาผิว ซึ่งโดยทั่วไปพรีไบโอติกนั้นสามารถหาได้จากการรับประทานผักผลไม้ แต่ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมของพรีไบโอติก ที่สามารถใช้เพื่อช่วยเพิ่มความสมดุลของผิวพรรณได้โดยตรง ป้องกันการเกิดรอยสิว 

6. อดทนหลังสิวหายไป
หลังสิวหายไป อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ หลายเดือนกว่าเส้นเลือดและคอลลาเจนจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ระหว่างนั้น รอยสิวจะปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน และหลังจากนั้นก็อาจต้องใช้ระยะเวลานานเป็นปีกว่าที่รอยแผลเป็นจากสิวจะจางลงและลบเลือนไปได้ ป้องกันการเกิดรอยสิว 

7. ควรไปพบแพทย์
หากคุณมีความวิตกกังวล ไม่สบายใจ หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับรอยสิวที่เกิดขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาอาการ รับคำแนะนำมาปฏิบัติตาม หรือเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลจากแพทย์  empire777 ฟรี300

3 เคล็ดลับแก้ปัญหาผมบางอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อกระตุ้นผมให้ดกดำหนามีวอลลุ่มสวย empire777 ฟรี300

แก้ปัญหาผมบาง ตรงจุด

แก้ปัญหาผมบาง ตรงจุด ปัญหาทั้งผู้หญิงและผู้ชายมักเผชิญหนีไม่พ้นปัญหาผมร่วง เมื่อสระผมเมื่อใดต้องพบผมร่วงที่มือเป็นกำๆ ซึ่งเชื่อได้เลยว่าเป็นปัญหาที่ยากแก้ไขอย่างยิ่ง บางคนเป็นหนักข้อยิ่งพาให้สูญเสียความมั่นใจ ซึ่งหากใครที่พบกับปัญหาผมร่วง แต่อยากแก้ไขด้วยตนเองก่อนจะเสียเงินไปปรึกษาแพทย์ เราได้มัดรวมวิธีแก้ผมบางมาให้คุณได้ลองแล้วดังนี้ empire777 ฟรี300

1.เลือกใช้แชมพูปราศจากสารเคมี
สำหรับใครที่ใช้หลังสระผมแล้วผมร่วงจำนวนมาก ให้พิจารณาแชมพูของคุณเป็นอันดับหนึ่งว่าเป็นแชมพูที่ผลิตจากสารเคมีหรือไม่ เพราะการใช้แชมพูผลิตจากสารเคมีนั้นจะทำร้ายหนังศีรษะและรากผมให้อ่อนแอ คุณควรลองเปลี่ยนไปใช้แชมพูที่ปราศจากสารเคมี เพื่อที่จะช่วยให้หนังศีรษะให้แข็งแรงกว่าเดิม ลดอาการผมร่วงอย่างเห็นได้ชัด empire777 ฟรี300

2.กินอาหารบำรุงเส้นผม
การรับประทานอาหารก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ผมร่วง อาหารที่ช่วยบำรุงผมก็คืออาหารจำพวกพืชตระกูลถั่ว ซึ่งในถั่วจะมีไบโอตินเป็นสารอาหาร ซึ่งจะช่วยในการบำรุงเส้นผม ถ้าหากว่าขาดไบโอตินก็จะทำให้เกิดผมร่วง ผมแตกปลาย ถั่วที่ควรรับประทานเป็นประจำได้แก่ ถั่วฝักยาว ถั่วลิสง ถั่วเขียว เป็นต้น empire777 ฟรี300

สำหรับใครที่ไม่สะดวกในการกินถั่วเพราะมีปัญหาทางด้านฟัน อย่างเช่น มีฟันผุ ดัดฟันไม่สามารถเคี้ยวของแข็งได้ไม่ต้องกังวลใจไป คุณสามารถรับประทานเมล็ดงา หรือเมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทองเพื่อให้ผมหนานุ่ม ไม่ร่วง และไม่แตกปลาย นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ผมหลุดร่วงมากกว่าเดิม อันได้แก่อาหารไขมันสูง อาหารที่มีผงชูรสสูง เพราะผงชูรสเป็นตัวขัดขวางการดูดซึมวิตามินบี ซึ่งเป็นวิตามินที่บำรุงรากผม

3.การหมักผมด้วยน้ำมันมะพร้าว
การหมักผมด้วยน้ำมันมะพร้าวก็ถือเป็นทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม สามารถนำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมาชโลมจนทั่วเส้นผม โดยหมักทิ้งไว้เป็นเวลา 20 นาที จากนั้นก็ล้างออกให้สะอาด แล้วสระผมตามปกติ น้ำมันมะพร้าวจะช่วยในการบำรุงผมให้นุ่มและไม่ชี้ฟู ลดผมหลุดร่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากว่าใครสะดวกใช้มะกรูดก็อาจจะนำมะกรูดมาต้มจนนิ่ม จากนั้นจึงคั้นเอาแต่น้ำ หมักไว้ 5 นาที จากนั้นสระผมตามปกติ ทำแบบนี้ผมจะสวย ไม่หลุดร่วง ไร้น้ำหนักและชี้ฟูอย่างที่เคยเป็นพื่อลดผมหลุดร่วง จึงแนะนำว่าควรทำอย่างสม่ำเสมอจนติดเป็นนิสัย อาจจะไม่เห็นผลในระยะเวลา 2 – 3 วัน แต่ถ้าหากคุณมีวินัยกับตัวเองแล้ว ก็รับรองได้เลยว่าผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่าแน่นอน…

5 เคล็ดลับการดูแลมือให้เนียนนุ่ม สวยแบบเป็นธรรมชาติ empire777 ฟรี300

มือสวยอย่างเป็นธรรมชาติ

มือสวยอย่างเป็นธรรมชาติ การมีมือที่เนียนนุ่มและสวยอย่างเป็นธรรมชาติ เชื่อว่าเป็นความฝันของสาวๆ หลายคนอย่างแน่นอน เพราะมือสวยช่วยให้มั่นใจในตัวเองได้มากมาย สวมใส่เครื่องประดับอะไรก็ดูดี วันนี้เราจึงขอนำ 5 เคล็ดลับในการดูแลมือให้สวยและไม่แห้งกร้านมาฝากสาวๆ ทุกคนกันค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปอ่านพร้อมๆ กันเลย   empire777 ฟรี300

1.ทานอาหารเพื่อบำรุงเล็บ
อาหารบำรุงเล็บที่แนะนำให้คุณสาวๆ รับประทานเพื่อการมีมือที่สวยและเนียนนุ่ม ก็คืออาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี และคอลลาเจน และสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะสารอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยในการทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ช่วยชะลอความเหี่ยวย่นของผิว และยังช่วยลดริ้วรอยบนผิวได้เป็นอย่างดี    empire777 ฟรี300

2.ควรทาแฮนด์ครีมเป็นประจำ
แฮนด์ครีมก็คือตัวช่วยสำคัญที่จะคืนความชุ่มชื้นให้กับมือของสาวๆ โดยไม่ว่ามือของคุณจะเผชิญกับปัญหาผิวแห้งกร้านมากแค่ไหน ตัวแฮนด์ครีมก็จะช่วยกู้มือสวยกลับมาได้ ซึ่งสำหรับการทาแฮนด์ครีมให้ได้ผลก็คือ ทาหลังล้างมือ พร้อมทั้งนวดมือเพื่อให้ครีมซึมเข้าสู่ผิวได้เร็ว

3.ไม่ควรลืมทาครีมกันแดด
ครีมกันแดดที่มีความสำคัญกับผิวของคนเราในทุกส่วน เฉพาะในส่วนที่ต้องเผชิญกับแสงแดดบ่อยๆ ซึ่งมือเป็นอวัยวะที่มักสัมผัสกับแดดโดยตรง ดังนั้นจึงควรทาครีมกันแดดที่มือในทุกครั้ง เพราะจะช่วยป้องกันผิวไม่ให้ผิวถูกทำร้ายและไม่ทำให้ผิวบริเวณมือหมองคล้ำอีกด้วย

4.ควรสวมถุงมือ
การสวมใส่ถุงมือ คือการถนอมผิวไม่ให้มือสัมผัสกับสิ่งต่างๆ มากไป ช่วยในการลดโอกาสผิวแห้งกร้านได้เป็นอย่างดี โดยสำหรับวิธีการสวมใส่ถุงมือเพื่อให้มือมีความเนียนนุ่มน่าสัมผัส ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการสวมถุงมือหลังทาแฮนด์ครีม โดยทำติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์จะเห็นผลได้แบบชัดเจน   empire777 ฟรี300

5.ห้ามกัดเล็บ
โดยการกัดเล็บอาจเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่ควบคุมได้ยาก หากทำได้ก็จะช่วยให้มือสวยอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะการกัดเล็บส่งผลเสียต่อจมูกเล็บและยังเป็นการทำร้ายเนื้อเยื่อที่บริเวณซอกเล็บให้มีความอ่อนแออีกด้วย ทั้งยังทำให้ปลายนิ้วมือแลดูไม่เรียบสวยอีกด้วย ซึ่งสำหรับใครที่สามารถเลิกพฤติกรรมการกัดเล็บได้แล้ว และเล็บยังคงไม่สวยอย่างที่หวัง โดยแนะนำให้รีบบำรุงเล็บด้วยครีมบำรุงสำหรับเล็บโดยเฉพาะ โดยจะช่วยให้เล็บและปลายนิ้วกลับมาแข็งแรงดังเดิม

ก็จะเห็นได้ว่าการบำรุงเล็บให้แข็งแรงพร้อมดูแลมือให้เนียนนุ่มและสวยแบบเป็นธรรมชาติ สามารถทำได้ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่สาวๆ ต่างคุ้นเคย และสิ่งสำคัญในการดูแลมือให้สวยก็คือการมีวินัยในการบำรุงด้วยครีมกันแดดและแฮนด์ครีม เพราะในสิ่งเหล่านี้ช่วยปรับผิวแห้งกร้านให้ค่อยๆ เนียนสวยเหมือนเดิม ในขณะที่การทานอาหารที่สามารถช่วยบำรุงเล็บก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน เพราะช่วยบำรุงจากภายในสู่ภายนอกนั่นเอง…

4 สูตร ขัดผิวขาวด่วนๆ !! ทำได้ในทุกสภาพผิว empire777 ฟรี300

ขัดผิวขาวด่วนๆ 4 สูตร รู้เรื่อง

ขัดผิวขาวด่วนๆ ในปัจจุบันคนไทยหันมาใส่ใจในเรื่องของผิวพรรณกันมากยิ่งขึ้น โดยฉะเพราะสาวคนไทยที่นิยมผิวขาว ซึ่งก็ต้องการหาตัวช่วยชนิดที่ว่า ยิ่งขาวไวยิ่งดี วันนี้ไวน์จึงมีทริค ดีๆที่จะมาช่วยเพื่อนๆในการขัดผิว บำรุงผิวกันค่ะ ของจะหนีไม่พ้นของใกล้ตัวเพื่อนๆเอง แต่อาจไม่มีใครทราบว่าช่วยให้ผิวเราขาวได้นะ อยากรู้กันแล้วละสิว่าคืออะไร

ก็เชื่อว่าทุกคนคงสงสัยว่าทำไมผิวดำง่าย ขาวยาก ผิวดำง่าย โดนแดดเพียงแปปเดียวก็เสีย ดำไวต่อแดดสาเหตุหลักๆ เกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ empire777 ฟรี300

1.ไม่ทาครีมกันแดด ซึ่งครีมกันแดดมีส่วนช่วยในการปกป้องผิว จากแสงแดดแสง UV ส่วนในครีมกันแดดก็ควรเลือกที่มี SPF บวกๆ  empire777 ฟรี300
2.ตากแดดบ่อย หากหลีกเหลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องออกแดด ในบางครั้งครีมยังเอาไม่อยู่ หากจำเป็นที่จะต้องออกเเดดจริงๆก็อย่าลืมใส่เสื้อแขนยาวไว้ด้วยนะ

3.ขาดการบำรุงจากภายใน อย่างการทานก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผิวดำ ยิ่งคนที่ขาดผลไม้ที่มีวิตตามินซี อย่างเช่น ส้ม สับปะรด สตอเบอรี่ เป็นต้น หรือจะทานวิตตามินซีก็สามารถช่วยได้นะ empire777 ฟรี300

4.ไม่สครับผิว ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วผิวของเราจะมีการผลัดเซลล์ผิวใหม่ออก ซึ่งทำให้เซล์ผิวเก่าที่ตายแล้วนั้นเกาะกันติดอยู่ตามผิว ดังนั้นเราก็ควรที่จะสครับผิวอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1-2ครั้ง และไม่ควรมากไปเพราะจะทำให้ผิวแดดไว้ต่อแดด

5.ดื่มน้ำน้อย โดยน้ำมีส่วนช่วยให้ผิวได้รับความชุ่มชื้น กันว่าถ้าระบบภายในไม่ดีแล้วผิวจะดีได้อย่างไร การดื่มน้ำผลไม้วิตตามินซีสูงจะช่วยให้ผิวขาว และสุขภาพดีขึ้นนั่นเอง…

ประโยชน์ของมาสก์หน้าโคลน ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น ปรนนิบัติผิวให้กระจ่างใส empire777 ฟรี300

ปรนนิบัติผิวให้กระจ่างใส-

ปรนนิบัติผิวให้กระจ่างใส ด้วยมาสก์หน้าโคลน

ปรนนิบัติผิวให้กระจ่างใส สาวๆ คนไหนที่กำลังพยายามต่อสู้กับผิวที่หมองคล้ำ หยาบกร้านหรือมันเยิ้ม มีรูขุมขนที่ใหญ่กว่าคนอื่นหรือเปล่า มาส์กหน้าโคลนที่ดีจะสามารถช่วยขจัดสิ่งสกปรกออกจากผิวและช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง และเรียบเนียน และรูขุมขนแลดูเล็กลง ประโยชน์สูงสุดของมาสก์หน้าโคลน เมื่อรู้ถึงประโยชน์ล้ำเลิศแล้ว คงอยากรีบหามาสก์หน้าโคลนมาลองใช้โดยไวเชียวล่ะ

  • ขจัดสิ่งสกปรก
    มาส์กหน้าโคลนสามารถดูดสิ่งสกปรกต่างๆ อย่าง ฝุ่น น้ำมันและมลภาวะที่สะสมบนผิวของเรา ตลอดทั้งวันได้ ไม่ต้องบอกก็คงรู้กันดีว่าหากปล่อยให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วเกาะบนผิว ผิวก็จะเริ่มมีสัมผัสที่หยาบกร้าน และนี่คือสาเหตุที่ทำให้เครื่องสำอางบนใบหน้าเยิ้ม วิธีที่ดีที่สุดก็คือให้หลีกเลี่ยงรองพื้นที่มันเยิ้ม และคอยควบคุมดูแลผิวโดยใช้มาส์กหน้าโคลนแบบดี 1 หรือ 2 ครั้งต่อสัปดาห์
  • ลดความมันส่วนเกิน
    ผิวมันวาวดูเยิ้มใช่มั๊ยล่ะ โคลนเป็นสารประกอบส่วนหนึ่งที่สามารถดูดซับความมันส่วนเกินได้อย่างเยี่ยมยอด โคลนทำให้มาสก์หน้าเป็นวิธีการรักษาผิวมันและผิวเป็นสิวอย่างน่าอัศจรรย์ ลองมองหามาสก์หน้าโคลนที่มีส่วนผสมของเกาลิน หรือที่รู้จักกันดีในชื่อโคลนขาว ที่มีความอ่อนโยนที่สุดในบรรดาโคลนต่างๆ แถมยังช่วยดึงน้ำมันส่วนเกินออกมา ทำให้ผิวของเรา เรียบเนียนไร้ความมันอีกด้วย    empire777 ฟรี300
  • ผิวดูกระจ่างใส
    แปะมาส์กหน้าโคลนแค่15 นาทีจะช่วยทำให้ผิวพ้นสภาพหมองคล้ำ มาส์กหน้าโคลนจะทำหน้าที่เสมือนแม่เหล็กที่ดึงสารพิษออกจากรูขุมขนเมื่อผสมน้ำ ทำให้ผิวบนใบหน้าเปล่งประกายจนรู้สึกได้ และยิ่งไปกว่านั้น อันที่จริงแล้ว โคลนก็ยังเต็มไปด้วยสารอาหารรักษาผิว อย่าง ซิลิกา ที่ช่วยเพิ่มความเปล่งปลั่งให้กับผิวขณะที่ลำเลียงทั้งสารอาหาร และออกซิเจนส่งให้ผิว   empire777 ฟรี300
  • สิวยุบตัว
    ทั่วไปแล้ว รูขุมขนของคนเราจะขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเกิดการอุดตันจากความมันส่วนเกิน แบคทีเรีย และสิ่งสกปรก ก็ลองใช้มาสก์หน้าโคลนสูตรเพิ่มถ่านชาร์โคลที่ทำหน้าที่กำจัดฝุ่นที่อุดรูขุมขน และสิ่งสกปรกและสารพิษต่างๆ ที่ทำให้รูขุมขนนั้นกว้างขึ้นดูซิ ใช้แค่เพียงครั้งเดียวก็จะรู้สึกถึงรูขุมขนที่สะอาดขึ้นและช่วยลดขนาดรูขุมขนให้เล็กลงอีกด้วย และอย่าลืมทำความสะอาดรูขุมขนด้วยมาส์กหน้าโคลนเป็นประจำนะคะ  empire777 ฟรี300

สูตรโกงสวย 13 เคล็ดลับความสวย ง่าย ๆ สวยได้แม้ไม่ค่อยมีเวลา empire777 ฟรี300

สูตรโกงสวย

สูตรโกงสวย

สูตรโกงสวย เคล็ดลับความงามง่าย ๆ ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์เยอะ แค่ปฏิบัติเป็นประจำก็สวยปังได้

สูตรโกงสวย เทรนด์แฟชั่นมาแล้วก็ไป ไม่เหมือนกับความงามที่มาจากภายในแบบธรรมชาติของผู้หญิง ที่จะอยู่ไปตลอด แต่หากไม่ดูแลมัน ต่อให้คุณปรุงเสริมเติมแต่งสักแค่ไหน ก็ยังคงเห็นจุดตำหนิเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อยู่ดี ดังนั้นสาว ๆ ต้องหมั่นเอาใจใส่ในทุกอณูแค่ปฏิบัติตามคำแนะนำของเรา ขอบอกเลยว่าถึงมีเวลาไม่มาก ก็สวยได้ง่าย ๆ

1. พรางสีโคนผม

หากรากผมก็งอกขึ้นมาตัดกับสีผมสวย ๆ จะทำสีใหม่ก็กลัวผมเสีย แถมเปลืองเงินอีก ปัญหานี้ก็มีวิธีแก้ง่ายมาก เพียงแค่พยายามทำผมให้ดูเป็นลอนคลื่นเข้าไว้ มันจะช่วยพรางสีโคนผมให้ดูกลืนเหมือนไล่ระดับมากกว่าหนีบผมตรงนะ แบบนั้นจะเห็นความต่างของสีผมชัดเจนเกินไป  empire777 ฟรี300

2. ผมเงา ง่าย ๆ ไม่ง้อร้าน

ถ้าหากอยากมีผมสวยสลวยเก๋เหมือนพรีเซ็นเตอร์ขวดแชมพู ก็ให้หวีผมก่อนนอนทุกๆคืน ตั้งแต่โคนจรดปลาย โดยส่วนปลายเส้นผมนั้นก็พยายามประคองมันไว้ในอุ้งมือ ซึ่งจะช่วยให้ผมดูมีน้ำหนัก ไม่แข็งทื่อเหมือนไม้กวาด และช่วยให้น้ำมันในเส้นผมแผ่กระจายอย่างทั่วถึง ทีนี้สะบัดผมหรือโต้ลมก็ไม่ต้องกลัวผมพันกันอีกต่อไป  empire777 ฟรี300

3. หยุดขี้เกียจใช้ครีมนวดผม

เวลาชโลมครีมนวดให้เน้นที่ปลายผม เพราะในส่วนนี้จะแห้งเสียง่ายกว่าส่วนอื่น ๆ ระหว่างพักทิ้งไว้ใช้นิ้วมือนวดเบา ๆ ตามศีรษะ จะช่วยให้ผ่อนคลาย หายเครียดได้ด้วยนะ

4. แหนบสุดปังกำจัดขนคิ้ว

เพื่อคิ้วที่ได้รูปทรง และไม่มีเส้นขนเล็ก ๆมากวนใจ ก็ใช้แหนบดึงมันออกมา อาจจะเจ็บหน่อย แต่ถ้าดึงออกมาตามแนวรูขุมขนก็จะช่วยลดความเจ็บและดึงออกง่ายกว่าเยอะ

5. คิ้วสุดปัง ระวังคิ้วหนาเป็นสะพานพระรามแปด

ให้ใช้ดินสอเขียนคิ้ววาดกรอบและเน้นหางคิ้วเป็นพอ ซึ่งไม่จำเป็นต้องระบายหัวคิ้วจนเข้ม แบบนั้นทำให้ใบหน้าดุและดูหนา อาจใช้ที่เขียนคิ้วแบบฝุ่นช่วยเบลนด์หัวคิ้วให้จาง รับทรงพอเหมาะกับสันจมูกของเรา  empire777 ฟรี300

6. ดวงตาของคุณคือหน้าต่างของหัวใจ

รู้ไหมว่าบริเวณรอบดวงตานั้นคือส่วนที่บอบบาง อย่าถูหรือขยี้แรง ๆ เพราะจะทำให้เกิดจุดด่างดำ และริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย ยิ่งตอนเช็ดเครื่องสำอางก็ยิ่งต้องระวัง

7. นิ้วนาง บำรุงผิว

หากทาบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์หรือทาคอนซีลเลอร์เพื่อการปกปิดรอยคล้ำใต้ตา ควรพยายามใช้นิ้วนางเกลี่ย เพราะจะมีแรงกดที่พอดี ไม่หนักหรือเบาจนเกินไป

8. ควร ระวัง สิวบุกแบบไม่รู้ตัว

ระหว่างวันหากรู้สึกอยากสัมผัสใบหน้า ให้ใช้ทิชชูหรือผ้าสะอาด เพราะมือของเรานั้นเต็มไปด้วยเชื้อโรคและแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุตัวการของการเกิดสิว

9. อย่าใช้ผิดคอนซีลเลอร์ไม่ใช่รองพื้น

การปกปิดจุดด่างดำ รอยคล้ำใต้ตา หรือรอยสิวต่าง ๆ ควรใช้คอนซีลเลอร์แทนรองพื้น เพราะรองพื้นนั้นไว้ใช้สำหรับทั่วใบหน้า แต่คอนซีลเลอร์ใช้แต้มเป็นจุด ๆ

10. เจ้าสิวตัวร้าย อย่าบีบ แคะ แกะ เกา

ห้ามแกะสิว หรือบีบสิว ด้วยตนเองเด็ดขาดเลย เพราะมันจะทิ้งรอยสะเทือนใจไว้ให้อย่างแน่นอน แถมรักษายากกว่าสิวอีก ทางที่ดีไปหาแพทย์ผิวหนังจะดีกว่า

11. แต่งก่อนเดี๊ยวอ่อนเอง

หากมีงานปาร์ ในตอนกลางคืน แน่นอนว่าต้องแต่งหน้าจัดเต็มใช่มั้ยล่ะ ? แต่เราขอแนะนำว่าให้แต่งก่อนสัก 4-6 ชั่วโมง เพื่อที่เครื่องสำอางจะได้เซตตัวและดูพอดีแบบเป็นธรรมชาติ แถมมีเวลาเหลือเฟือเพื่อเลือกชุดเลือกรองเท้าอีกด้วย

12. ฉีกยิ้มตอนทาลิปสติก

เพื่อให้มั่นใจว่าทาลิปสติกครบและไม่เว้าแหว่งตรงไหนไป ไม่งั้นคงตลกแน่ ๆ หาก สีปากแดงแปร๊ดแต่กลับไม่มีขอบมุมปาก ดังนั้นเวลาที่ทาลิปสติกหน้ากระจกให้ยิ้มสดใสพร้อมรับวันใหม่ สร้างความมั่นใจให้ตัวเองไปเลย

13. ผิวมือก็สำคัญ อย่ามองข้าม

ผิวหน้าเราดูแลดีแต่กลับลืมผิวมือไปได้อย่างไร จะปล่อยให้ผิวมือแห้งกร้านไม่ได้นะจ๊ะ หยิบโน่นจับนี่ ใช้งานสมบุกสมบันมาตลอดทั้งวัน บำรุงมือเราหน่อย ด้วยการใช้แฮนด์ครีมกลับมาทำให้ผิวนุ่มน่าสัมผัส

มันไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะคะ ถ้าทำตามนี้ได้ รับรองว่าคุณผู้หญิงสวยเป๊ะแน่นอน

วิธีเขียนคิ้ว สวยแบบดารา ของ ปาย สิตางค์

วิธีเขียนคิ้ว สวยแบบดารา

วิธีเขียนคิ้ว นับว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะพลิกชีวิตให้ผู้หญิงเราดูดีหรือดับสนิทได้ ยิ่งถ้าคุณเป็นสาวคิ้วบางด้วยล่ะก็ คงจะไม่ยอมให้ใครมาเห็นหน้าสดตอนคิ้วโล้นง่ายๆ อย่างแน่นอน วันนี้เกร็ดดี้มีขั้นตอนการเขียนคิ้วง่ายๆ ที่จะช่วยให้การเขียนคิ้วของคุณนั้นสวยได้รูปภายในไม่กี่นาที นอกจากจะหุ่นเอ็กซ์ เซ็กซี่แล้ว ปาย สิตางค์ ยังเป็นดาราสาวที่มีใบหน้าสวยคม ตา จมูก ปาก เป๊ะ โดยเฉพาะ คิ้ว ที่สวยเข้ากับรูปหน้าจนเป็นที่อิจฉาของสาวๆ หลายคน ถ้าอยากจะสวยเหมือน ปาย สิตางค์ ตามมาดูกันเลย

อุปกรณ์เขียนคิ้ว
1.ANASTASIA Brow Powder แป้งฝุ่นสำหรับแต่งเติมคิ้ว
2.Kate ดินสอเขียนคิ้ว
3.Duo Angled Cut Spooley Brush แปรงสำหรับตกแต่งคิ้ว

วิธีเขียน เริ่มต้นด้วยการวาดกรอบคิ้วด้านล่าง และมุมด้านบน เติมส่วนที่ขาดหายให้เต็ม จะวาดทรงไหนก็กำหนดได้ตามขั้นตอนนี้เลยค่ะ

เมื่อได้ทรงคิ้วที่ต้องการแล้ว ให้ใช้แปรงหัวตัดแตะที่เขียนคิ้วชนิดฝุ่น
และลงส่วนที่เป็นกรอบที่เราได้วาดไว้ในขั้นตอนแรก วิธีนี้จะช่วยทำให้คิ้วเข้มและมีมิติมากขึ้นค่ะ

เสร็จแล้ว อย่าลืมใช้หัวแปรงสปูลลีย์ จัดแต่งให้ความยาวและทิศทางของขนคิ้วเป็นไปตามธรรมชาติด้วยนะคะ

เขียนคิ้วแบบไหนถึงจะเหมาะกับโครงหน้า
-หน้ารูปไข่: รูปหน้าที่น่าอิจฉาที่สุด เพราะสามารถเปลี่ยนคิ้วได้หลายแบบตามความต้องการ แต่ลักษณะคิ้วที่เหมาะสมที่สุด จะเป็นคิ้วตรง ไม่ต้องโก่งมาก หักมุมเล็กน้อย
-หน้ากลม: ควรเขียนคิ้วให้โก่งสูง การเขียนคิ้วให้โก่งสูงนั้น จะหลอกตาให้หน้าดูยาวขึ้นได้ค่ะ
-หน้าเหลี่ยม: เน้นโค้งหักมุม เพิ่มลบความเหลี่ยมของใบหน้า และให้ความสมดุลกับกรามทั้งสองข้างด้วยค่ะ
-หน้ายาว: ต้องกันคิ้วเป็นเส้นตรง เพราะจะช่วยทำให้หน้าดูสั้นขึ้นค่ะ
-หน้ารูปหัวใจ: ใบหน้าด้านบนช่วงหน้าผากและแก้มที่กว้างกว่าส่วนอื่นๆ ช่วงปลายคางเล็กแหลม ให้เขียนคิ้วแบบโค้งเพื่อลดความแหลมของคางค่ะ

หรือถ้าใครไม่ชอบ วิธีเขียนคิ้ว สไตล์ธรรมดาๆ เหมือนสาวไทย แต่อยากจะลองผันตัวเองให้สวยใสเหมือนสาวเกาหลีดูบ้าง เราก็มีรูปแบบการเขียนคิ้วในแบบเริ่ดๆ ให้ดูดีเหมือนสาวเกาหลีมาฝาก รับรองว่าทำแล้วจะควิโยมิแน่นอน

วิธีเขียน ขั้นตอนแรก สาวๆ ต้องเริ่มที่การสร้างกรอบคิ้วกันกก่อน ถ้าหากว่าสาวๆ คนไหนเป็นคนที่มีคิ้วบางแล้วล่ะก็ การสร้างกรอบให้กับคิ้วของเรานับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นเมื่อเราวาดกรอบคิ้วเสร็จแล้ว ให้เล็มขนคิ้วที่ยาวเกินออกมา โดยที่ความยาวจะต้องไม่มากจนเกินไปถ้าเกิดว่าสาวๆ อยากได้รูปแบบคิ้วที่ทำใบหน้าของเราดูเล็กลง เอาล่ะ ขั้นตอนการเตรียมการก่อนเริ่มต้นเขียนคิ้วเสร็จแล้ว ถึงเวลาที่เราจะไปลงมือเขียนตามแบบที่สาวๆ ชอบกันแล้ว

วิธีการเขียน
1.เริ่มแรกด้วยการวาดเส้น โดยเริ่มจากใต้ท้องคิ้ว ลากไปจนถึงจุดที่เรากำหนดไว้ โดยให้ช่วงปลายคิ้วโก่งขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นให้ลากเส้นด้านบนไปจนบรรจบกัน แนะนำว่าไม่ควรวาดให้ยาวมาก กะให้พอดีระยะดวงตาของเรา
2.วิธีเขียนโดยลากเส้นจากบริเวณหัวคิ้วให้มาบรรจบกันพอดีกับจุดตัดที่มุมคิ้ว
3.ใช้ที่เขียนคิ้วแบบฝุ่นระบายลงไปในช่องที่เราวาดกรอบคิ้วเอาไว้ให้สีดูเป็นธรรมชาติ ไม่เข้ม ไม่อ่อนจนเกินไป
4.ใช้แปรงปัดคิ้วปัดให้ได้รูป ปิดท้ายด้วยมาสคาร่าเพื่อให้คิ้วของเราดูสวย
เขียนคิ้วสีไหนถึงจะเข้ากับสีผิว ?
ขอบอกสาวๆ เอาไว้ก่อนเลยว่า เรื่องของวิธีเขียนคิ้วไม่ใช่ว่าเราสักแต่เขียนให้พอดูว่ามีคิ้ว แต่การเลือกสีคิ้วให้เข้ากับสีผิวของเราก็จะช่วยเสริมให้ใบหน้าของเราดูสดใสขึ้นมาได้ด้วยนะ ฉะนั้นแล้วสาวๆ ห้ามละเลยที่ใส่ใจเด็ดขาด แต่ก็ไม่ต้องไปหาข้อมูลเหล่านั้นให้วุ่นวาย เพราะเราเอามาฝากกันด้วย …

-สาวผิวขาวอมเหลือง : สำหรับสาวที่มีผิวสีนี้บอกเลยว่าอย่าพยายามฆ่าตัวเองเด็ดขาด เพราะหากเลือกผิดก็จะยิ่งทำให้ใบหน้าดูซีด เหนื่อยล้า ไม่สดใส แนะนำให้ใช้ดินสอเขียนคิ้วสีน้ำตาลเทาเขียนโครง แล้วใช้ที่เขียนคิ้วแบบฝุ่นสีน้ำตาลทองผมปิดช่องว่าง จะช่วยให้คิ้วของคุณดูกลมกลืนกับสีผิวแบบเป็นธรรมชาติมากขึ้น
-สาวผิวขาวอมชมพู : แนะนำให้ใช้ดินสอเขียนคิ้วสีน้ำตาลอ่อน หรือสีบลอนด์เพื่อให้สีคิ้วรับกับสีผิวที่ดูขาว ที่สำคัญคือไม่แนะนำให้ใช้ดินสอเขียนคิ้วสีดำ เพราะจะทำให้คิ้วเข้มจนเกินไป อาจดูไม่ดีได้
-สาวผิวสองสี หรือผิวสีน้ำผึ้ง : เพื่อให้สีคิ้วดูสวยเรียบอย่างมีมิติ แนะนำให้ใช้ดินสอเขียนคิ้วสีน้ำตาลวาดตามโครงคิ้ว จากนั้นก็ปัดให้สีคิ้วอ่อนลงด้วยมาคาร่าสีเหลือบทอง รับรองสวยสะดุดแน่นอน
-สาวผิวสีแทน หรือผิวคล้ำเข้ม : วิธีเขียนคิ้วสาวผิวสีแทน แนะนำให้ใช้ดินสอเขียนคิ้วสีดำวาดตามโครงคิ้วเพื่อเพิ่มความคม ชัด จากนั้นให้ใช้ที่เขียนคิ้วแบบฝุ่น เลือกสีน้ำตาลเข้มถมตามแนวคิ้วให้มีความฟุ้ง สวยอย่างเป็นธรรมชาติ  บาคาร่า

เคล็ดลับอาบน้ำ อย่างไรให้หุ่นผอม แถมได้ผิวสวยใสสุขภาพดีเป็นธรรมชาติ

เคล็ดลับอาบน้ำ

เคล็ดลับอาบน้ำ รู้ไหมว่าการดูแลผิวให้สวยใสและรักษาหุ่นให้ผอมเพรียว ทำได้ง่ายๆ แค่อาบน้ำเท่านั้น ซึ่งก็เป็นวิธีที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

เคล็ดลับอาบน้ำ ว่าแต่จะมีวิธีการอาบน้ำอย่างไรให้ผอมและผิวสวยได้ ตามเราไปดูกันเลยนะคะสาวๆ

เคล็ดลับอาบน้ำ

วิธีอาบน้ำกระตุ้นรูปร่างให้ผอมดั่งใจ

การอาบน้ำให้รูปร่างผอมเพรียว จะใช้วิธีการปรับอุณหภูมิในร่างกาย เพื่อให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น โดยมีขั้นตอนการอาบน้ำดังนี้

1.อาบน้ำด้วยอุณหภูมิกลางๆ

เริ่มจากการอาบน้ำที่อุณหภูมิกลางๆ ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไปก่อน โดยทำความสะอาดร่างกายตามปกติให้เรียบร้อย จากนั้นจึงอาบน้ำด้วยอุณหภูมิที่เย็นลงจากเดิมแต่ยังไม่ถึงกับเย็นจัด เพื่อให้ร่างกายได้ปรับอุณหภูมิภายในแบบค่อยเป็นค่อยไป จะได้ไม่เกินผลเสียจากการปรับอุณหภูมิไม่ทันนั่นเอง

2.อาบน้ำเย็นจัด

เมื่อร่างกายปรับตัวได้แล้ว ก็ให้อาบน้ำที่อุณหภูมิเย็นจัด ซึ่งร่างกายจะชาเล็กน้อย โดยให้อาบน้ำที่อุณหภูมิเย็นจัดประมาณ 1 นาที วิธีนี้จะกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญทำงานมากขึ้น และมีการดึงเอาไขมันส่วนเกินมาใช้มากกว่าเดิม เพื่อพยายามปรับอุณหภูมิในร่างกายให้สมดุล จึงช่วยในการลดน้ำหนักและทำให้คุณมีหุ่นที่สวยเป๊ะในที่สุด

วิธีอาบน้ำให้ผิวสวยใส มีสุขภาพดี

การอาบน้ำไม่เพียงแต่จะทำให้ระบบเผาผลาญดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้ผิวพรรณดูสวยใส มีออร่า และดูสุขภาพผิวดีกว่าเดิมอีกด้วย โดยการอาบน้ำเพื่อผิวสวยต้องทำอย่างไรนั้น ไปดูกันเลย

1.อาบน้ำร้อนสลับเย็น

เป็นการอาบน้ำที่อุณหภูมิร้อนแล้วมาสลับกับน้ำเย็น ซึ่งจะทำให้ผิวพรรณดูชุ่มชื้น เนียนนุ่ม และช่วยกระชับรูขุมขนได้อย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้คุณมีผิวที่สวยใสดูมีสุขภาพผิวที่ดีมากกว่าเดิม และไม่มีปัญหาแห้งกร้านมากวนใจอีกด้วย

2.เช็ดตัวแรงๆ

หลังอาบน้ำเสร็จ ให้ใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวแรงๆ นั่นก็เพื่อกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเซลล์ผิว จึงทำให้ผิวพรรณดูเนียนใส เกลี้ยงเกลา และดูอ่อนเยาว์กว่าวัยอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคุณแทบไม่ต้องใช้ครีมบำรุงผิวมาเป็นตัวช่วยเลยทีเดียว

การอาบน้ำจะไม่ใช่แค่การชำระล้างร่างกายให้สะอาด หมดจดอีกต่อไป หากเรารู้วิธีและปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง การอาบน้ำที่ดูธรรมดา ก็จะกลายเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดไขมันส่วนเกิน ฟิตหุ่นสวย และดูแลผิวพรรณให้เนียนนุ่ม สวยใสกันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นลองทำตามวิธีการข้างต้นกันดูนะคะ แล้วคุณจะพบว่าวิธีนี้ให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจมากแค่ไหน

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com…

เช็กลิสต์ 6 ข้อ นิสัยของคนไทยที่ทำให้ติดอาหารรสเค็ม เกินไปหรือไม่?

เช็กลิสต์

เช็กลิสต์ 6 ข้อ โดยปกติแล้วร่างกายของคนเรา ต้องการโซเดียมต่อวันเพียงแค่ 1 ช้อนชา หรือประมาณ 2,400 มิลลิกรัมเท่านั้น

เช็กลิสต์ 6 ข้อ ในขณะที่หลายคน หันมากินเค็มมากเป็น 3 เท่าตัว ซึ่งหากยังไม่หยุดพฤติกรรมการกินเค็มดังกล่าว ก็ย่อมนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพในภายหลังได้ เช่น โรคไต โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต นอกเหนือจากนี้แล้ว โทษจากการกินเค็มมาก ยังทำให้เกิดโรคหอบหืดชนิดรุนแรงขึ้นได้ ทั้งยังเป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะไมเกรน และเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน รวมถึงโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารได้มากขึ้นอีกด้วย

เช็กลิสต์

6 นิสัยของคนไทยที่ทำให้ติดอาหารรสเค็ม

1.ปรุงรสชาติอาหารโดยไม่ชิมก่อน

อาหารส่วนใหญ่จะผ่านการเติมซอสปรุงรส หรือผงปรุงรสมาแล้วแทบทั้งนั้น แต่คนไทยมักจะเรียกหาเครื่องปรุงเพื่อเติมแต่งรสชาติเพิ่มขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลา น้ำตาล และน้ำส้มสายชู บางครั้งยังไม่ทันชิมก็ตักเครื่องปรุงลงไปตามความเคยชินแล้ว

2.ชื่นชอบการกินอาหารแปรรูปมาก

ประเด็นนี้มาจากความเร่งรีบของวิถีชีวิต ทำให้ไม่มีเวลาสนใจในการเลือกซื้ออาหารที่มีคุณค่าหรือดีต่อสุขภาพ แต่เลือกอาหารที่เร็วและง่ายเพื่อประหยัดเวลา โดยเฉพาะอาหารแปรรูปอย่าง ไส้กรอก หมูยอ ลูกชิ้นต่างๆ ซึ่งอาหารแปรรูปเหล่านี้มีโซเดียมจากกระบวนการถนอมอาหาร และมีโซเดียมแฝงเข้ามาอีก จากการเติมสารปรุงแต่งต่างๆ เพื่อได้ให้สี กลิ่น รส และสัมผัสที่ถูกใจผู้บริโภค จึงทำให้ได้โซเดียมคูณสองเข้าไปอีก

3.จิ้มน้ำจิ้มไม่ยั้ง

เป็นอีกเรื่องที่ทำกันแบบแทบไม่รู้ตัว คือการราดน้ำจิ้มแบบเยอะ ๆ หรือจิ้มน้ำจิ้มแบบมาก ๆ แม้ว่าอาหารบางอย่างก็มีโซเดียมอยู่แล้ว พอจิ้มน้ำจิ้มเพิ่มเข้าไปก็ยิ่งได้รับโซเดียมเพิ่มเข้าไปอีก ซึ่งน้ำจิ้มถือเป็นปัจจัยหลักหนึ่งที่ทำให้คนไทยได้รับโซเดียมสูง

4.ซดน้ำซุปแทบหมดชาม

อาหารกลุ่มก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ สุกี้ต่างๆ รวมไปถึงน้ำแกง ทั้งที่มีกะทิและไม่มีกะทิ อย่างต้มยำ ต้มโคล้ง เป็นอาหารอีกประเภทที่คนไทยชอบรับประทาน และน้ำซุปที่อร่อยเข้มข้นก็ยิ่งทำให้ถูกปากถูกใจ นอกจากเส้นแล้วก็ซดน้ำแทบหมดชามเพราะซดแล้วอร่อย ซึ่งน้ำซุปแทบทุกชนิดมีการเติมซอสปรุงรส หรือผงปรุงรสต่างๆ ลงไป ซึ่งถือว่ามีโซเดียมปริมาณสูงมาก

5.เสพติดการซดน้ำยำและน้ำจากส้มตำ

ส้มตำต่างๆ อาหารประเภทยำ ส้มตำ ถือเป็นอาหารจานโปรดของคนไทยจำนวนมาก ยิ่งเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ยิ่งชอบ กินเพลินๆ ทั้งเนื้อ ทั้งน้ำจนหมดจาน สุดท้ายก็ได้โซเดียมเข้าร่างกายไปทั้งหมด ซึ่งน้ำยำน้ำส้มตำเหล่านี้ มีการเติมผงปรุงรสที่มีโซเดียมสูง โดยสารปรุงรสเหล่านี้มักไม่ค่อยเค็ม จึงต้องมีการเติมลงไปมาก เพื่อให้ได้รสชาติที่ต้องการ ขณะที่ส้มตำหรือยำบางอย่าง มีการใส่ปลาร้าที่มีโซเดียมสูงอยู่แล้วเช่นกันลงไปด้วย ก็ยิ่งได้รับโซเดียมมากเกินไปใหญ่

6.ชอบเติมน้ำปรุงรสให้อาหารเค็มเพิ่ม หรือเค็มไว้ก่อน

น้ำปลา ปลาร้า พริกแกง และกะปิ 4 จตุรเทพที่คนไทยชอบกินเช่นกัน ซึ่งวิธีในการทำอาหารทั้ง 4 อย่าง โดยธรรมชาติของอาหารเหล่านี้มีโซเดียมผสมอยู่แล้ว และหากมีการปรุงรสเพิ่มเข้าไปอีก ก็จะยิ่งได้โซเดียมจากสารปรุงรสเข้าไป

แนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมติดอาหารรสเค็ม

  • ชิมรสชาติอาหารทุกครั้ง ก่อนที่จะปรุงอะไรเพิ่มลงไป เพื่อลดการได้รับความเค็มมากจนเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการ
  • หันมาทำอาหารรับประทานเองสักวันละมื้อ เน้นซื้อของสดมาปรุงกับข้าวรับประทานเองบ้าง ก็จะช่วยลดการรับปริมาณโซเดียมลงไปได้ ที่สำคัญคือต้องคุมการปรุงรสชาติอาหารให้ได้ด้วย
  • ลดการใช้น้ำจิ้มลงหรือจิ้มเพียงเล็กน้อย ก็จะช่วยลดการรับโซเดียมลงไปได้อย่างมาก
  • ลดการซดน้ำซุปต่างๆ ลง เน้นรับประทานเฉพาะเส้นและเครื่องเคียง ก็สามารถช่วยลดปริมาณโซเดียมที่จะได้รับในแต่ละวันลงไปได้
  • บอกพ่อค้าแม่ค้าให้ลดการเติมผงชูรส ลดเค็มหรือทำอาหารให้มีรสเค็มน้อยๆ ก็สามารถช่วยลดโซเดียมลงได้
  • ลดความถี่ในการกินอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด เช่น ปลาร้า กะปิ หรือหากต้องกิน ก็ให้ลดการปรุงรสส่วนอื่นลง ซึ่งก็จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยลดปริมาณโซเดียมได้เช่นกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

 

 

 …

ไวรัสลงกระเพาะ อาการคล้ายหวัด แต่อันตรายถึงชีวิตหากไม่รีบรักษา

ไวรัสลงกระเพาะ

ไวรัสลงกระเพาะ โรคที่มีอาการคล้ายหวัด แต่อันตรายกว่ามาก หากไม่รีบรักษาให้หายโดยเร็ว อาจอันตรายจนถึงชีวิตได้

ไวรัสลงกระเพาะ หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “ไวรัสลงกระเพาะ” กันมาบ้าง อาจจะคิดว่าโรคนี้เกี่ยวกับอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือระบบทางเดินอาหารจนทำให้ป่วย แต่จริงๆ แล้ว อาการไวรัสลงกระเพาะ มีลักษณะคล้ายหวัดมากกว่า แต่อันตรายกว่าหวัดปกติเยอะ

ไวรัสลงกระเพาะ

“ไวรัสลงกระเพาะ” คืออะไร?
อาการของไวรัสลงกระเพาะอาหาร เป็นภาวะที่กระเพาะอาหาร (อาจรวมไปถึงลำไส้) ติดเชื้อไวรัส (อาจเป็นเชื้อไวรัสโรต้า หรือเชื้อไวรัสชนิดอื่นก็ได้) โดยอาจมาจากอาหาร และน้ำดื่มที่รับประทานเข้าไปมีเชื้อไวรัสปนเปื้อน สัมผัส หรือจับต้องกับสิ่งของที่มีการปนเปื้อนอุจจาระ น้ำลาย อาเจียนของผู้ป่วย หรืออยู่ใกล้คลุกคลีกับผู้ป่วยโรคนี้เองโดยตรง

สาเหตุของอาการไวรัสลงกระเพาะ

  • ทานอาหาร ดื่มน้ำ ที่มีไวรัสปนเปื้อน
  • ทานอาหารจากจาน ชาม ช้อนส้อมที่ไม่สะอาดพอ
  • สัมผัสกับสิ่งของรอบตัวที่มีเชื้อไวรัส
  • คลุกคลีกับผู้ป่วย

อาการของอาการไวรัสลงกระเพาะ

  • ปวดท้อง
  • ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้ หนาวสั่น

ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด

ไวรัสลงกระเพาะ อันตรายที่ควรรีบรักษา
โดยปกติแล้ว ในร่างกายของเรามีกระบวนการที่จะกำจัดเชื้อไวรัสออกไปได้เองจากูมิต้านทานโรคที่เรามีอยู่ แต่ในคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ ในคนชรา หรือในเด็กเล็ก อาจอันตรายกว่าเดิม เพราะอาการของโรคที่เกิดขึ้นอาจรุนแรง จนช็อก หรือเสียชีวิตได้

ไวรัสลงกระเพาะในเด็ก อันตรายกว่าในวัยอื่น

เด็กเล็กที่มีอายุระหว่าง 3 เดือนถึง 3 ขวบมีความเสี่ยงที่อาจจะเป็นไวรัสลงกระเพาะได้ เพราะจะยังมีภูมิคุ้มกันโรคน้อยกว่าเด็กที่โตแล้ว และยังไม่ระมัดระวังในการหยิบจับอาหารเข้าปากเหมือนผู้ใหญ่ จึงทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย และอาจเสี่ยงมีอาการหนักกว่าผู้ใหญ่ด้วย

โดยอาการไวรัสลงกระเพาะที่สังเกตได้จากเด็กเล็ก คือ

  • อาเจียนนานหลายชั่วโมง
  • ไม่ปัสสาวะนานกว่า 6 ชั่วโมง
  • อุจจาระเหลว หรือมีเลือดปน
  • กระหม่อมบุ๋ม ตาโหล
  • ปากแห้ง หรือร้องไห้ไม่มีน้ำตา
  • นอนมาก ซึมลง ไม่ตอบสนอง หรือกระสับกระส่ายผิดปกติ
  • การรักษาอาการไวรัสลงกระเพาะ

เนื่องด้วยโรคนี้ไม่มีวิธีรักษาให้หายได้โดยตรง สิ่งที่เราทำได้จึงเป็นการรักษาไปตามอาการของโรคแบบประคับประคอง (คล้ายกับการรักษาโรคหวัด) เมื่อไรที่ร่างกายค่อยๆ แข็งแรง ก็จะต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้เอง โดยผู้ป่วยสามารถกลับบ้านไปดูแลตัวเองได้ ดังนี้

  1. ดื่มน้ำให้มากๆ โดยเฉพาะหลังอาเจียน หรือหลังถ่าย
  2. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้ เพราะอาจทำให้ถ่ายท้องหนักกว่าเดิม
  3. รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย รสไม่จัด
  4. เด็กเล็กสามารถดื่มน้ำดื่มนมได้ตามปกติ แต่หากถ่ายท้องมากๆ ควรหลีกเลี่ยงนมที่ไม่มีแลคโตส เช่น นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ หรือนมสูตรไม่มีแลคโตส
  5. สามารถดื่มน้ำเกลือเพื่อทดแทนการสูญเสียน้ำจากการถ่ายได้
  6. ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ควรเข้ารับคำวินิจฉัย และการดูแลรักษาตัวเองจากแพทย์ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำในการดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้อง
  7. ระมัดระวังในการดูแลผู้ป่วย อย่าให้ผู้ดูแลต้องติดเชื้อไวรัสไปด้วย

การป้องกันอาการไวรัสลงกระเพาะ

  1. ระมัดระวังในการสัมผัสกับข้าวของเครื่องใช้ สิ่งของสาธารณะ ไม่หยิบจับอาหารเข้าปากโดยไม่ได้ล้างมือ
  2. ล้างมือทุกครั้งที่กลับมาจากข้างนอก ล้างทั้งฝ่ามือ นิ้วมือ เล็บ และใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาทีก่อนล้างด้วยน้ำเปล่า (>>7 ขั้นตอนล้างมือให้สะอาด ลดความเสี่ยงท้องร่วง)
  3. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุกเต็มที่
  4. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำ หรือใช้น้ำที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะเวลาเดินทาง หากสะดวก ควรพกน้ำไปเอง หากต้องไปในที่ที่มีความเสี่ยงว่าสุขอนามัยจะไม่ดี
  5. หมั่นทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์ทานอาหาร โต๊ะ เก้าอี้ อย่างสม่ำเสมอ
  6. ทำความสะอาดห้องน้ำ โถสุขภัณฑ์ อ่างล่างหน้า ในห้องน้ำอยู่เสมอ

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com…