เคล็ดลับอาบน้ำ อย่างไรให้หุ่นผอม แถมได้ผิวสวยใสสุขภาพดีเป็นธรรมชาติ

เคล็ดลับอาบน้ำ

เคล็ดลับอาบน้ำ รู้ไหมว่าการดูแลผิวให้สวยใสและรักษาหุ่นให้ผอมเพรียว ทำได้ง่ายๆ แค่อาบน้ำเท่านั้น ซึ่งก็เป็นวิธีที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

เคล็ดลับอาบน้ำ ว่าแต่จะมีวิธีการอาบน้ำอย่างไรให้ผอมและผิวสวยได้ ตามเราไปดูกันเลยนะคะสาวๆ

เคล็ดลับอาบน้ำ

วิธีอาบน้ำกระตุ้นรูปร่างให้ผอมดั่งใจ

การอาบน้ำให้รูปร่างผอมเพรียว จะใช้วิธีการปรับอุณหภูมิในร่างกาย เพื่อให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น โดยมีขั้นตอนการอาบน้ำดังนี้

1.อาบน้ำด้วยอุณหภูมิกลางๆ

เริ่มจากการอาบน้ำที่อุณหภูมิกลางๆ ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไปก่อน โดยทำความสะอาดร่างกายตามปกติให้เรียบร้อย จากนั้นจึงอาบน้ำด้วยอุณหภูมิที่เย็นลงจากเดิมแต่ยังไม่ถึงกับเย็นจัด เพื่อให้ร่างกายได้ปรับอุณหภูมิภายในแบบค่อยเป็นค่อยไป จะได้ไม่เกินผลเสียจากการปรับอุณหภูมิไม่ทันนั่นเอง

2.อาบน้ำเย็นจัด

เมื่อร่างกายปรับตัวได้แล้ว ก็ให้อาบน้ำที่อุณหภูมิเย็นจัด ซึ่งร่างกายจะชาเล็กน้อย โดยให้อาบน้ำที่อุณหภูมิเย็นจัดประมาณ 1 นาที วิธีนี้จะกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญทำงานมากขึ้น และมีการดึงเอาไขมันส่วนเกินมาใช้มากกว่าเดิม เพื่อพยายามปรับอุณหภูมิในร่างกายให้สมดุล จึงช่วยในการลดน้ำหนักและทำให้คุณมีหุ่นที่สวยเป๊ะในที่สุด

วิธีอาบน้ำให้ผิวสวยใส มีสุขภาพดี

การอาบน้ำไม่เพียงแต่จะทำให้ระบบเผาผลาญดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้ผิวพรรณดูสวยใส มีออร่า และดูสุขภาพผิวดีกว่าเดิมอีกด้วย โดยการอาบน้ำเพื่อผิวสวยต้องทำอย่างไรนั้น ไปดูกันเลย

1.อาบน้ำร้อนสลับเย็น

เป็นการอาบน้ำที่อุณหภูมิร้อนแล้วมาสลับกับน้ำเย็น ซึ่งจะทำให้ผิวพรรณดูชุ่มชื้น เนียนนุ่ม และช่วยกระชับรูขุมขนได้อย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้คุณมีผิวที่สวยใสดูมีสุขภาพผิวที่ดีมากกว่าเดิม และไม่มีปัญหาแห้งกร้านมากวนใจอีกด้วย

2.เช็ดตัวแรงๆ

หลังอาบน้ำเสร็จ ให้ใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวแรงๆ นั่นก็เพื่อกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเซลล์ผิว จึงทำให้ผิวพรรณดูเนียนใส เกลี้ยงเกลา และดูอ่อนเยาว์กว่าวัยอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคุณแทบไม่ต้องใช้ครีมบำรุงผิวมาเป็นตัวช่วยเลยทีเดียว

การอาบน้ำจะไม่ใช่แค่การชำระล้างร่างกายให้สะอาด หมดจดอีกต่อไป หากเรารู้วิธีและปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง การอาบน้ำที่ดูธรรมดา ก็จะกลายเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดไขมันส่วนเกิน ฟิตหุ่นสวย และดูแลผิวพรรณให้เนียนนุ่ม สวยใสกันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นลองทำตามวิธีการข้างต้นกันดูนะคะ แล้วคุณจะพบว่าวิธีนี้ให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจมากแค่ไหน

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com…

เช็กลิสต์ 6 ข้อ นิสัยของคนไทยที่ทำให้ติดอาหารรสเค็ม เกินไปหรือไม่?

เช็กลิสต์

เช็กลิสต์ 6 ข้อ โดยปกติแล้วร่างกายของคนเรา ต้องการโซเดียมต่อวันเพียงแค่ 1 ช้อนชา หรือประมาณ 2,400 มิลลิกรัมเท่านั้น

เช็กลิสต์ 6 ข้อ ในขณะที่หลายคน หันมากินเค็มมากเป็น 3 เท่าตัว ซึ่งหากยังไม่หยุดพฤติกรรมการกินเค็มดังกล่าว ก็ย่อมนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพในภายหลังได้ เช่น โรคไต โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต นอกเหนือจากนี้แล้ว โทษจากการกินเค็มมาก ยังทำให้เกิดโรคหอบหืดชนิดรุนแรงขึ้นได้ ทั้งยังเป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะไมเกรน และเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน รวมถึงโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารได้มากขึ้นอีกด้วย

เช็กลิสต์

6 นิสัยของคนไทยที่ทำให้ติดอาหารรสเค็ม

1.ปรุงรสชาติอาหารโดยไม่ชิมก่อน

อาหารส่วนใหญ่จะผ่านการเติมซอสปรุงรส หรือผงปรุงรสมาแล้วแทบทั้งนั้น แต่คนไทยมักจะเรียกหาเครื่องปรุงเพื่อเติมแต่งรสชาติเพิ่มขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลา น้ำตาล และน้ำส้มสายชู บางครั้งยังไม่ทันชิมก็ตักเครื่องปรุงลงไปตามความเคยชินแล้ว

2.ชื่นชอบการกินอาหารแปรรูปมาก

ประเด็นนี้มาจากความเร่งรีบของวิถีชีวิต ทำให้ไม่มีเวลาสนใจในการเลือกซื้ออาหารที่มีคุณค่าหรือดีต่อสุขภาพ แต่เลือกอาหารที่เร็วและง่ายเพื่อประหยัดเวลา โดยเฉพาะอาหารแปรรูปอย่าง ไส้กรอก หมูยอ ลูกชิ้นต่างๆ ซึ่งอาหารแปรรูปเหล่านี้มีโซเดียมจากกระบวนการถนอมอาหาร และมีโซเดียมแฝงเข้ามาอีก จากการเติมสารปรุงแต่งต่างๆ เพื่อได้ให้สี กลิ่น รส และสัมผัสที่ถูกใจผู้บริโภค จึงทำให้ได้โซเดียมคูณสองเข้าไปอีก

3.จิ้มน้ำจิ้มไม่ยั้ง

เป็นอีกเรื่องที่ทำกันแบบแทบไม่รู้ตัว คือการราดน้ำจิ้มแบบเยอะ ๆ หรือจิ้มน้ำจิ้มแบบมาก ๆ แม้ว่าอาหารบางอย่างก็มีโซเดียมอยู่แล้ว พอจิ้มน้ำจิ้มเพิ่มเข้าไปก็ยิ่งได้รับโซเดียมเพิ่มเข้าไปอีก ซึ่งน้ำจิ้มถือเป็นปัจจัยหลักหนึ่งที่ทำให้คนไทยได้รับโซเดียมสูง

4.ซดน้ำซุปแทบหมดชาม

อาหารกลุ่มก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ สุกี้ต่างๆ รวมไปถึงน้ำแกง ทั้งที่มีกะทิและไม่มีกะทิ อย่างต้มยำ ต้มโคล้ง เป็นอาหารอีกประเภทที่คนไทยชอบรับประทาน และน้ำซุปที่อร่อยเข้มข้นก็ยิ่งทำให้ถูกปากถูกใจ นอกจากเส้นแล้วก็ซดน้ำแทบหมดชามเพราะซดแล้วอร่อย ซึ่งน้ำซุปแทบทุกชนิดมีการเติมซอสปรุงรส หรือผงปรุงรสต่างๆ ลงไป ซึ่งถือว่ามีโซเดียมปริมาณสูงมาก

5.เสพติดการซดน้ำยำและน้ำจากส้มตำ

ส้มตำต่างๆ อาหารประเภทยำ ส้มตำ ถือเป็นอาหารจานโปรดของคนไทยจำนวนมาก ยิ่งเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ยิ่งชอบ กินเพลินๆ ทั้งเนื้อ ทั้งน้ำจนหมดจาน สุดท้ายก็ได้โซเดียมเข้าร่างกายไปทั้งหมด ซึ่งน้ำยำน้ำส้มตำเหล่านี้ มีการเติมผงปรุงรสที่มีโซเดียมสูง โดยสารปรุงรสเหล่านี้มักไม่ค่อยเค็ม จึงต้องมีการเติมลงไปมาก เพื่อให้ได้รสชาติที่ต้องการ ขณะที่ส้มตำหรือยำบางอย่าง มีการใส่ปลาร้าที่มีโซเดียมสูงอยู่แล้วเช่นกันลงไปด้วย ก็ยิ่งได้รับโซเดียมมากเกินไปใหญ่

6.ชอบเติมน้ำปรุงรสให้อาหารเค็มเพิ่ม หรือเค็มไว้ก่อน

น้ำปลา ปลาร้า พริกแกง และกะปิ 4 จตุรเทพที่คนไทยชอบกินเช่นกัน ซึ่งวิธีในการทำอาหารทั้ง 4 อย่าง โดยธรรมชาติของอาหารเหล่านี้มีโซเดียมผสมอยู่แล้ว และหากมีการปรุงรสเพิ่มเข้าไปอีก ก็จะยิ่งได้โซเดียมจากสารปรุงรสเข้าไป

แนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมติดอาหารรสเค็ม

  • ชิมรสชาติอาหารทุกครั้ง ก่อนที่จะปรุงอะไรเพิ่มลงไป เพื่อลดการได้รับความเค็มมากจนเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการ
  • หันมาทำอาหารรับประทานเองสักวันละมื้อ เน้นซื้อของสดมาปรุงกับข้าวรับประทานเองบ้าง ก็จะช่วยลดการรับปริมาณโซเดียมลงไปได้ ที่สำคัญคือต้องคุมการปรุงรสชาติอาหารให้ได้ด้วย
  • ลดการใช้น้ำจิ้มลงหรือจิ้มเพียงเล็กน้อย ก็จะช่วยลดการรับโซเดียมลงไปได้อย่างมาก
  • ลดการซดน้ำซุปต่างๆ ลง เน้นรับประทานเฉพาะเส้นและเครื่องเคียง ก็สามารถช่วยลดปริมาณโซเดียมที่จะได้รับในแต่ละวันลงไปได้
  • บอกพ่อค้าแม่ค้าให้ลดการเติมผงชูรส ลดเค็มหรือทำอาหารให้มีรสเค็มน้อยๆ ก็สามารถช่วยลดโซเดียมลงได้
  • ลดความถี่ในการกินอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด เช่น ปลาร้า กะปิ หรือหากต้องกิน ก็ให้ลดการปรุงรสส่วนอื่นลง ซึ่งก็จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยลดปริมาณโซเดียมได้เช่นกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

 

 

 …

ไวรัสลงกระเพาะ อาการคล้ายหวัด แต่อันตรายถึงชีวิตหากไม่รีบรักษา

ไวรัสลงกระเพาะ

ไวรัสลงกระเพาะ โรคที่มีอาการคล้ายหวัด แต่อันตรายกว่ามาก หากไม่รีบรักษาให้หายโดยเร็ว อาจอันตรายจนถึงชีวิตได้

ไวรัสลงกระเพาะ หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “ไวรัสลงกระเพาะ” กันมาบ้าง อาจจะคิดว่าโรคนี้เกี่ยวกับอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือระบบทางเดินอาหารจนทำให้ป่วย แต่จริงๆ แล้ว อาการไวรัสลงกระเพาะ มีลักษณะคล้ายหวัดมากกว่า แต่อันตรายกว่าหวัดปกติเยอะ

ไวรัสลงกระเพาะ

“ไวรัสลงกระเพาะ” คืออะไร?
อาการของไวรัสลงกระเพาะอาหาร เป็นภาวะที่กระเพาะอาหาร (อาจรวมไปถึงลำไส้) ติดเชื้อไวรัส (อาจเป็นเชื้อไวรัสโรต้า หรือเชื้อไวรัสชนิดอื่นก็ได้) โดยอาจมาจากอาหาร และน้ำดื่มที่รับประทานเข้าไปมีเชื้อไวรัสปนเปื้อน สัมผัส หรือจับต้องกับสิ่งของที่มีการปนเปื้อนอุจจาระ น้ำลาย อาเจียนของผู้ป่วย หรืออยู่ใกล้คลุกคลีกับผู้ป่วยโรคนี้เองโดยตรง

สาเหตุของอาการไวรัสลงกระเพาะ

  • ทานอาหาร ดื่มน้ำ ที่มีไวรัสปนเปื้อน
  • ทานอาหารจากจาน ชาม ช้อนส้อมที่ไม่สะอาดพอ
  • สัมผัสกับสิ่งของรอบตัวที่มีเชื้อไวรัส
  • คลุกคลีกับผู้ป่วย

อาการของอาการไวรัสลงกระเพาะ

  • ปวดท้อง
  • ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้ หนาวสั่น

ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด

ไวรัสลงกระเพาะ อันตรายที่ควรรีบรักษา
โดยปกติแล้ว ในร่างกายของเรามีกระบวนการที่จะกำจัดเชื้อไวรัสออกไปได้เองจากูมิต้านทานโรคที่เรามีอยู่ แต่ในคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ ในคนชรา หรือในเด็กเล็ก อาจอันตรายกว่าเดิม เพราะอาการของโรคที่เกิดขึ้นอาจรุนแรง จนช็อก หรือเสียชีวิตได้

ไวรัสลงกระเพาะในเด็ก อันตรายกว่าในวัยอื่น

เด็กเล็กที่มีอายุระหว่าง 3 เดือนถึง 3 ขวบมีความเสี่ยงที่อาจจะเป็นไวรัสลงกระเพาะได้ เพราะจะยังมีภูมิคุ้มกันโรคน้อยกว่าเด็กที่โตแล้ว และยังไม่ระมัดระวังในการหยิบจับอาหารเข้าปากเหมือนผู้ใหญ่ จึงทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย และอาจเสี่ยงมีอาการหนักกว่าผู้ใหญ่ด้วย

โดยอาการไวรัสลงกระเพาะที่สังเกตได้จากเด็กเล็ก คือ

  • อาเจียนนานหลายชั่วโมง
  • ไม่ปัสสาวะนานกว่า 6 ชั่วโมง
  • อุจจาระเหลว หรือมีเลือดปน
  • กระหม่อมบุ๋ม ตาโหล
  • ปากแห้ง หรือร้องไห้ไม่มีน้ำตา
  • นอนมาก ซึมลง ไม่ตอบสนอง หรือกระสับกระส่ายผิดปกติ
  • การรักษาอาการไวรัสลงกระเพาะ

เนื่องด้วยโรคนี้ไม่มีวิธีรักษาให้หายได้โดยตรง สิ่งที่เราทำได้จึงเป็นการรักษาไปตามอาการของโรคแบบประคับประคอง (คล้ายกับการรักษาโรคหวัด) เมื่อไรที่ร่างกายค่อยๆ แข็งแรง ก็จะต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้เอง โดยผู้ป่วยสามารถกลับบ้านไปดูแลตัวเองได้ ดังนี้

  1. ดื่มน้ำให้มากๆ โดยเฉพาะหลังอาเจียน หรือหลังถ่าย
  2. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้ เพราะอาจทำให้ถ่ายท้องหนักกว่าเดิม
  3. รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย รสไม่จัด
  4. เด็กเล็กสามารถดื่มน้ำดื่มนมได้ตามปกติ แต่หากถ่ายท้องมากๆ ควรหลีกเลี่ยงนมที่ไม่มีแลคโตส เช่น นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ หรือนมสูตรไม่มีแลคโตส
  5. สามารถดื่มน้ำเกลือเพื่อทดแทนการสูญเสียน้ำจากการถ่ายได้
  6. ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ควรเข้ารับคำวินิจฉัย และการดูแลรักษาตัวเองจากแพทย์ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำในการดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้อง
  7. ระมัดระวังในการดูแลผู้ป่วย อย่าให้ผู้ดูแลต้องติดเชื้อไวรัสไปด้วย

การป้องกันอาการไวรัสลงกระเพาะ

  1. ระมัดระวังในการสัมผัสกับข้าวของเครื่องใช้ สิ่งของสาธารณะ ไม่หยิบจับอาหารเข้าปากโดยไม่ได้ล้างมือ
  2. ล้างมือทุกครั้งที่กลับมาจากข้างนอก ล้างทั้งฝ่ามือ นิ้วมือ เล็บ และใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาทีก่อนล้างด้วยน้ำเปล่า (>>7 ขั้นตอนล้างมือให้สะอาด ลดความเสี่ยงท้องร่วง)
  3. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุกเต็มที่
  4. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำ หรือใช้น้ำที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะเวลาเดินทาง หากสะดวก ควรพกน้ำไปเอง หากต้องไปในที่ที่มีความเสี่ยงว่าสุขอนามัยจะไม่ดี
  5. หมั่นทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์ทานอาหาร โต๊ะ เก้าอี้ อย่างสม่ำเสมอ
  6. ทำความสะอาดห้องน้ำ โถสุขภัณฑ์ อ่างล่างหน้า ในห้องน้ำอยู่เสมอ

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com…

วิธีแก้ปัญหา “ผิวแห้ง” แตกเป็นขุยอย่างตรงจุด จากผู้เชี่ยวชาญ

วิธีแก้ปัญหา

วิธีแก้ปัญหา “ผิวแห้ง” คงไม่มีใครอยากมีผิวแห้งแตกเป็นขุย ขรุขระ ไม่เรียบเนียน ยิ่งต้องเผชิญกับอากาศในหน้าหนาวทำให้มีโอกาสเกิดผิวแห้งได้ง่าย

วิธีแก้ปัญหา “ผิวแห้ง” ผิวแห้งสร้างปัญหากวนใจให้สาวๆ ทั้งอาการคัน เป็นขุย แต่งหน้าไม่เรียบ โอกาสเกิดริ้วรอยได้ง่าย ฯลฯ ไม่เพียงความชื้นในอากาศของหน้าหนาว ที่ทำให้ผิวแห้ง การดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง แสงแดด มลภาวะ สภาพแวดล้อม ก็เป็นตัวการที่ทำให้ผิวแห้งด้วยเหมือนกัน

ปัจจุบันผิวแห้งจึงเป็นปัญหาผิวที่พบได้บ่อย ในทุกๆ ฤดูกาล ไม่จำกัดเฉพาะหน้าหนาว ครีมบำรุงผิวที่ขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จึงผสมมอยส์เจอร์ไรส์เซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว การทาครีมอย่างเดียวจะเป็นตัวช่วยเรื่องผิวแห้งได้ดีจริงหรือ ดังนั้นเรามาทำความรู้จักตัวการและตัวช่วยเรื่องผิวแห้ง เพื่อเตรียมรับมือกับศัตรูของผิวกันดีกว่า

วิธีแก้ปัญหา

ผิวแห้ง เกิดจากอะไร?
ผิวแห้ง คือ ภาวะที่ระดับน้ำในชั้นใต้ผิวลดลงกว่าระดับปกติ โดยปกติผิวหนังของคนเราที่ดูสดใสผุดผ่องก็เพราะมีส่วนประกอบของน้ำ น้ำมัน และสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ โดยน้ำเป็นส่วนประกอบที่มีมากและสำคัญที่สุดของเซลส์ผิวหนัง สำหรับน้ำมันจากต่อมไขมันทำหน้าที่ฉาบเคลือบเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ผิวหนัง ส่วนสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติจะช่วยดึงดูดน้ำไว้ให้อยู่กับผิวหนัง ดังนั้นถ้าระดับน้ำในชั้นใต้ผิวลดลง ก็จะส่งผลให้ผิวแห้งกร้าน แตกเป็นขุย คัน และเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งตัวการมีทั้งภายในและภายนอก ซึ่งเราสามารถป้องกันและแก้ไขได้ด้วยตัวช่วยต่างๆ ดังนี้

สาเหตุของปัญหาผิวแห้ง
อายุ : อายุที่มากขึ้นทำให้ต่อมผลิตไขมันทำงานลดลง ผิวขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ และผิวไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื่นไว้ได้
สภาพแวดล้อม : แสงแดด มลภาวะต่างๆ และอากาศที่มีความชื้นต่ำ (หน้าหนาว หรืออยู่ในห้องปรับอากาศ)

การดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง: ใช้สบู่ที่ไม่อ่อนโยนต่อผิว ใช้สครับขัดผิดบ่อยเกินความจำเป็น ใช้โลชั่นเช็ดผิวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ และการอาบน้ำอุ่น
ยาบางชนิด : ยาทาสิว ยาขับปัสสาวะ

โรคบางชนิด : ผิวแห้งสามารถพบได้ร่วมกับโรคต่างๆ เช่น โรคผิวหนังผื่นแพ้ (Eczema) โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย (Hypothyroidism)

ภาวะขาดสารอาหาร (Malnutrition) : การขาดสารอาหารจำพวกวิตามินและกรดไขมันต่างๆ ที่จำเป็นกับผิวจะทำให้ผิวแห้งกร้านหมองคล้ำได้

วิธีแก้ปัญหาผิวแห้ง

  1. ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ : ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วเป็นประจำ นอกจากการดื่มน้ำจะช่วยให้ในเรื่องความชุ่มชื้นของผิวแล้วยังช่วยเรื่องของการขับถ่าย และสุขภาพในด้านต่างๆ ได้ดีอีกด้วย
  2. ปกป้องตัวเองจากสภาวะแวดล้อม : ไม่เปิดแอร์เย็นเกินไป และไม่อาบน้ำร้อนที่ร้อนจนเกินไป
  3. ในหน้าหนาวควรทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำเลือกใช้โลชั่นให้ถูกประเภท: สำหรับผู้ที่มีผิวแห้งมาก ควรเลือกโลชั่นที่มีความชุ่มชื้นมากหน่อย ทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ที่สำคัญโลชั่นเหล่านี้ไม่ควรมีส่วนผสมของน้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ซึ่งจะทำให้ผิวแห้งมากกว่าเดิม
    เลือกใช้สบู่ที่เหมาะกับสภาพผิว : ควรเลือกสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือเลือกสบู่เด็ก ที่ไม่รุนแรงต่อสภาพผิวนอกจากนี้คุณสามารถเลือกใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของโลชั่น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว
    การเอาน้ำใส่แก้วแล้ววางไว้ใกล้ๆ ตัว : ทั้งในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือที่ทำงาน โดยเฉพาะห้องที่มีความแห้งในอากาศอย่างห้องแอร์ เพราะน้ำจะช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นน้อยลง
    เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ :เนื้อปลา น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ บล็อคโคลี เมล็ดข้าวที่ยังไม่ขัดสี ธัญพืช ผักและผลไม้สด
  4. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง :ไขมันอิ่มตัวจากเบคอน ไอศกรีม เนย ชา กาแฟ และ แอลกอฮอลล์
  5. เพียงง่ายๆ เท่านี้คุณก็ไม่ต้องกังวลใจกับผิวแห้งหยาบกร้านอีกต่อไป สามารถเผยผิวสวยเนียนนุ่มชุ่มชื่นได้อย่างมั่นใจได้ทุกสถานการณ์

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

11 น้ำผลไม้ ที่ควรดื่มทุกวัน เพื่อสุขภาพดีและบำรุงผิวให้สวยสดใส

11 น้ำผลไม้

11 น้ำผลไม้ เป็นตัวช่วยเรื่องความสดชื่นและบำรุงผิวให้สวยสดใส การกินผลไม้สดเป็นประจำอาจจะทำให้หลายคนเบื่อเอาได้ง่าย

11 น้ำผลไม้ เป็นน้ำผลไม้จะช่วยให้เราทานผลไม้ได้โดยที่เราไม่เบื่อ อีกทั้งยังช่วยเด็กที่ไม่ชอบกินผลไม้ให้ได้รับสารอาหารที่เพียงพออีกด้วย สิ่งสำคัญในการปรุงน้ำผลไม้คือควรจำกัดปริมาณน้ำตาลที่จะผสมเข้าไปในบทความนี้จะบอกถึง ประโยชน์ของน้ำผลไม้ 11 ชนิดที่ควรดื่มทุกวันเพื่อให้ผิวสวยและสุขภาพดี

11 น้ำผลไม้

1.น้ำส้ม

ทานผลส้มบ่อยๆเมื่อเบื่อก็เปลี่ยนมาทานน้ำส้ม ถึงแม้ว่าประโยชน์ที่ได้รับจะไม่เทียบเท่าผลส้มแต่น้ำส้ม ก็ยังช่วยบำรุงผม ช่วยให้รากผมแข็งแรง ป้องกันผมร่วงและช่วยกระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผม

2.น้ำแอ๊ปเปิ้ล

ส่งผลดีต่อสุขภาพของสมอง ช่วยเสริมความจำ และทักษะในการแก้ปัญหา ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม แถมการดื่มน้ำแอ็ปเปิ้ลยังช่วยให้จิตใจสงบมีสมาธิ

3.น้ำสับปะรด

ส่งผลดีต่อระบบทางเดินหายใจ ช่วยบรรเทาอาการไอและเจ็บคอ ลดเสมหะ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เป็นไข้หวัด แถมยังมีวิตตามินซีสูงรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน

4.น้ำองุ่น

น้ำองุ่นเข้มข้นช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็งเต้านมและจอประสาทตาเสื่อม แถมยังต้านเชื้อแบคทีเรียช่วยให้ไตทำงานได้สะดวก

5.น้ำแตงโม

น้ำแตงโมช่วยบำรุงผิวและบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง ป้องกันโรคหัวใจ และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงสายตาและล้างสารพิษจากอาหารที่เรากินเข้าไป

6.น้ำลูกพรุน

น้ำลูกพรุนมีกากใยสูง ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดไขมันในเส้นเลือด รักษาอาการท้องผูกอีกทั้งยังควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การดื่มน้ำลูกพรุนต้องระมัดระวังในผู้ป่วยโรคไตวายและการรับประทานมากๆอาจทำให้ท้องเสียได้

7.น้ำแครอท

น้ำแครอทช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง อ่อนเยาว์ ช่วยปกป้องและฟื้นฟูสภาพผิวลดการเกิดสิว และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น

8.น้ำเบอร์รี่

มีส่วนช่วยในการมองเห็นเหมาะสำหรับคนที่ต้องจ้องจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ดี อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง

9.น้ำฝรั่ง

น้ำฝรั่งมีวิตามินซีสูงกว่าน้ำส้มถึงประมาณ ๔-๑๐ เท่า ช่วยในการป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันแถมยังเป็นยาระบายอ่อนๆช่วยรักษาโรคกระเพาะลำไส้ได้ แต่การทำน้ำฝรั่งห้ามใช้ภาชนะที่เป็นเหล็กเพราะเหล็กและสารภายในฝรั่งจะทำปฎิกริยากันส่งผลต่อการทำลายสารตัวหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้

10.น้ำทับทิม

ช่วยบำรุงหัวใจป้องกันฟันผุ ช่วยเสริมความจำที่ดีป้องกันโรคโลหิตจางและรักษาอาการอักเสบดีต่อสุขภาพผิวและเส้นผม

11.น้ำมะเขือเทศ

ช่วยให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน โรคหวัด ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราแถมยังช่วยบำรุงสายตาอีกด้วย

การนำผลไม้สดมาทำเป็นน้ำผลไม้อาจทำให้สูญเสียสารอาหารบางอย่างไปแทงบอลออนไลน์ แต่การทำน้ำผลไม้ให้ได้ประโยชน์สูงสุดคือ ควรทานพร้อมกาก และควบคุมปริมาณน้ำตาลและเกลือที่เพิ่มลงไป ทางที่ดีควรดื่มแบบไม่ต้องผสมจะเป็นผลดีต่อสุขภาพร่างกายมากกว่า แต่ถ้าทานไม่ได้จริงๆแนะนำให้ใส่น้ำตาลและเกลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

สวยและรวยมาก “อเดล” ครองบัลลังก์เศรษฐีอายุน้อยในอังกฤษ 3 สมัยซ้อน

สวยและรวยมาก

สวยและรวยมาก Adele ศิลปินหญิงมากความสามารถจากอังกฤษ เจ้าของเพลง Hello ครองแชมป์ 3 สมัยซ้อน ในการเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงซึ่งอายุน้อยกว่า 30 ปี

สวยและรวยมาก Adele ศิลปินหญิงมากความสามารถจากอังกฤษ เจ้าของเพลง Hello ครองแชมป์ 3 สมัยซ้อน ในการเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงซึ่งอายุน้อยกว่า 30 ปี ที่ทำรายได้สูงสุดในอังกฤษ

ประจำปีนี้ ตามรายงานของ BBC ที่รายงานการจัดอันดับ Heat Rich List 2018 จากนิตยสาร Heat Magazine ของอังกฤษ

สวยและรวยมาก

อันดับ 2 ตกเป็นของ Ed Sheeran ที่รายได้ 94 ล้านปอนด์ หรือราว 3,978 ล้านบาท และพ่อหนุ่มแฮร์รี พอตเตอร์ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ อยู่ในอันดับ 3 ที่ 87 ล้านปอนด์ หรือราว 3,681 ล้านบาท

อันดับ 4 แฮร์รี่ สไตล์ อดีตสมาชิกบอยแบนด์ วัน ไดเร็กชั่น ทำรายได้ 58 ล้านปอนด์ และเอ็มมา วัตสัน ครองอันดับ 5 ที่ 55 ล้านปอนด์ ส่วนเพื่อนร่วมวงที่เหลืออีก 4 คน ครองอันดับ 7-10 ตามลำดับ

ทั้งนี้ Adele ในวัย 30 กะรัตพอดิบพอดี ทำรายได้ทั้งปีที่ 147.5 ล้านปอนด์ หรือราว 6,242 ล้านบาท แม้จะไม่มีทัวร์คอนเสิร์ตนับตั้งแต่ฤดูร้อนปีก่อนแล้วก็ตาม

แต่เธอก็ยังสามารถทำรายได้จากซิงเกิ้ลและอัลบั้มที่ทำรายได้เป็นอายุน้อยร้อยล้านอยู่คนเดียวในการจัดอันดับนี้

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหาก “ไต” ผิดปกติการรับประทานอาหารจำเป็นต้องระวัง

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหาก

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหาก มีอาการ ไตผิดปกติ การรับประทานอาหารนั้นจะมีสิ่งต่างๆ มากมายที่จำเป็นต้องระวัง บทความนี้จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวกับการวางแผนในการรับประทานอาหาร สำหรับผู้ที่มีอาการไตผิดปกติ

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหาก มีอาการ ไตผิดปกติ การรับประทานอาหารนั้นจะมีสิ่งต่างๆ มากมายที่จำเป็นต้องระวัง บทความนี้จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหาก

แคลอรี่
ขึ้นอยู่กับสุขภาพของคุณ และระดับความรุนแรงของความผิดปกติของไต แพทย์หรือผู้ดูแลสุขภาพ ก็จะมีแผนโดยเฉพาะที่แสดงให้เห็นว่า คุณสามารถบริโภคแคลอรี่ได้เท่าไหร่ในแต่ละวัน หรือแต่ละสัปดาห์ ทำตามแผนอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับคุณ

โปรตีน
แม้ว่าโปรตีนนั้นจะดีต่อเล็บ เส้นผม และสุขภาพของคุณ แต่การบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป สำหรับผู้ที่มีอาการไตผิดปกติ สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ปรึกษากับนักโภชนาการ เพื่อหาปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับอย่างเหมาะสม

อาหารที่มีโปรตีนต่ำ: ผัก ผลไม้ พาสต้า ข้าว และขนมปัง

อาหารที่มีโปรตีนสูง: ได้แก่ ไข่ ปลา เนื้อแดง และสัตว์ปีก

คาร์โบไฮเดรต
คุณอาจจะจำเป็นต้องจำกัดปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตบางชนิด มีปริมาณของฟอสฟอรัสหรือโพแทสเซียมในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้อาการของคุณแย่ลงได้ และหากคุณเป็นโรคเบาหวาน อาหารที่คุณรับประทาน ควรมีปริมาณของคาร์โบไฮเดรตแค่เท่าที่เพียงพอต่อความต้องการ

ไขมัน
ไขมันมีอยู่สองประเภท นั่นก็คือไขมัน “ดี” และ “เลว” ไขมันที่ดีต่อสุขภาพหรือไขมันดีนั้น เป็นไขมันไม่อิ่มตัว อาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันดีได้แก่ น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันถั่วลิสง ไขมันไม่อิ่มตัวสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ ในบางกรณีที่คุณต้องการจะเพิ่มน้ำหนัก ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันดีมากขึ้น ในทางกลับกัน หากคุณต้องการควบคุมอาหาร คุณควรจำกัดปริมาณไขมันไม่อิ่มตัว ในทำนองเดียวกันกับอาหารประเภทอื่นๆ กุญแจสำคัญคือการรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เนื่องจากปริมาณไขมันที่ดีต่อสุขภาพมากเกินไปก็สามารถทำให้เกิดปัญหาได้ ในทางตรงกันข้าม ไขมันเลวหรือที่รู้จักกันว่าไขมันอิ่มตัว สามารถเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลของคุณ เช่นเดียวกับเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ อาหารที่มีไขมันเลว ได้แก่ น้ำมันหมู เนยเนยขาว และเนื้อ โดยเฉพาะที่แปรรูปแล้ว

โซเดียม
โซเดียมหรือที่รู้จักกันว่า เกลือ เป็นแร่ธาตุที่สามารถพบได้ในอาหารเกือบทุกชนิด การบริโภคเกลือมากเกินไปจะทำให้คุณรู้สึกกระหาย และสามารถทำให้เกิดอาการบวม และเพิ่มความดันโลหิตได้ เป็นผลให้ไตของคุณอาจต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อกำจัดเกลือทั้งหมดที่คุณรับประทาน เพื่อไตและหัวใจของคุณ ควรจำกัดปริมาณโซเดียมที่คุณรับประทาน

โปรดจำไว้ว่าข้อมูลข้างต้นนี้ เพื่อการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพของตัวคุณเอง แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณมีข้อสงสัยหรือกังวลใจใดๆ เกี่ยวกับอาหารที่คุณต้องหลีกเลี่ยง ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษากับแพทย์ นักโภชนาการ หรือผู้ดูแลสุขภาพของคุณสำหรับคำตอบ คำแนะนำและแนวทางเพิ่มเติม

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

แกงเลียง อาหารพื้นบ้าน ประโยชน์เกินคุ้มให้ผู้หญิงเพิ่งคลอดทานแกงเลียง

แกงเลียง เคยได้ยินว่า “ให้ผู้หญิงเพิ่งคลอดทานแกงเลียง จะได้มีน้ำนมให้เจ้าตัวน้อย” ไหมคะ นี่แค่ประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ของ “แกงเลียง” อาหารไทยพื้นบ้านที่อยู่คู่คนไทยมานานแสนนานเท่านั้น

แกงเลียง หากดูที่ส่วนผสมอันมากมาย จะรู้เลยว่าแกงเลียงมีประโยชน์มากกว่าอาหารเร่งน้ำนมให้คุณแม่เยอะเลยล่ะ ว่าแล้วก็มาดูกันเลยดีกว่า แกงเลียง อาหารพื้นบ้าน ประโยชน์เกินคุ้ม

แกงเลียง

1. บวบเหลี่ยม

บวบช่วยบำรุงให้หัวใจแข็งแรง แก้ร้อนใน มีสรรพคุณเป็นยาระบาย ลดไข้ ขับเสมหะ และยังช่วยขับปัสสาวะอีกด้วย

2. ตำลึง

แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดไข้ บำรุงสายตา มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยซ่อมแซม และสร้างเนื้อเยื่อในร่างกาย ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร ป้องกันโลหิตจาง เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจแข็ง ตีบ หรือตัน

3. ใบแมงลัก

แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยดับกลิ่นคาวในอาหาร มีธาตุเหล็กสูง ช่วยบำรุงเลือด บำรุงผิวหนัง สายตา ลดอาการท้องผูก ป้องกันโรคกระเพาะอาหาร และลดอาการลำไส้อักเสบ

4. ฟักทอง

ช่วยบำรุงสายตา มีเบต้าแคโรทีน และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ และต่อต้านมะเร็ง สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจ และโรคนิ่ว

5. เห็ดฟาง

ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก้ร่างกาย มีวิตามินซีที่ช่วยป้องกันโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ ลักปิดลักเปิด ลดอาการบวมของเหงือก บรรเทาอาการช้ำใน ปอดบวม และบำรุงตับให้แข็งแรง

6. พริกไทย

ช่วยย่อยอาหาร ขับลม ขับเหงื่อ มีเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา และมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดโอกาสในการเป็นมะเร็ง

7. หอมแดง

ช่วยขับเสมหะ ป้องกันหวัด บำรุงหัวใจ บำรุงสมองให้มีความจำที่ดีขึ้น มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ ทำให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น และแก้อาการท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ

เห็นไหม นี่แค่แกงเลียงชามเดียวยังมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ วันนี้รีบทำแกงเลียงทานกันเลยนะคะ เด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดีแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

4 เคล็ดลับ “ลดน้ำหนัก” ให้ได้ผลในระยะยาวมักมาจากการที่เราพยายามลดน้ำหนัก

4 เคล็ดลับ

4 เคล็ดลับ อาการ “โยโย่” มักมาจากการที่เราพยายามลดน้ำหนัก ลดความอ้วนด้วยการทานยาลดความอ้วน เมื่อตัวยาช่วยให้ร่างกายผ่ายผอมลงไปได้ฮวบฮาบอย่างใจแล้ว เมื่อไรก็ตามที่เรากลับมาทานอาหารตามปกติ ก็จะเกิดอาการ “น้ำหนักเด้ง” กลับมาเท่าเดิม

4 เคล็ดลับ แม้ว่าหลายคนอาจจะไม่ได้ใช้วิธีทานยาในการลดความอ้วน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่กังวลว่าหากลดน้ำหนักลงไปในจุดที่ต้องการแล้ว ทำอย่างไรจะไม่กลับมาอ้วนอีกจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ มาฝากกัน 4 เคล็ดลับ “ลดน้ำหนัก” ให้ได้ผลในระยะยาว

4 เคล็ดลับ
1. ทานผักให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เราไม่ได้บอกให้คุณทานแต่ผักอย่างเดียว คุณยังสามารถทานเนื้อสัตว์ และอาหารอื่นๆ ได้ตามปกติ แต่ถ้าหากคุณยังคงนิสัยการทานผักเป็นประจำเอาไว้ได้อยู่ล่ะก็ การที่จะทำให้คุณน้ำหนักขึ้นก็ดูจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้น นอกจากการทานผักจะทำให้เราอิ่มจนทานอาหารอื่นน้อยลงแล้ว ใยอาหารในผักยังคอยช่วยเหลือเรื่องคอเลสเตอรอลในเลือด ลดไขมันที่อุดตันตามหลอดเลือด และยังคอยช่วยให้การทำงานของระบบขับถ่ายเป็นไปได้ด้วยดีอยู่เรื่อยๆ อีกด้วย เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะหยุดลดน้ำหนักแล้ว แต่ก็ก็ควรทานผักอย่างต่อเนื่อง

2. หมั่นทานอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ลดการทานอาหารไร้ประโยชน์ให้น้อยที่สุด

หลายคนอาจไม่ทราบว่าอาหารที่ทำให้เราอ้วนขึ้น ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางสารอาหารต่ำทั้งสิ้น เช่น อาหารน้ำตาลสูง อาหารไขมันสูง ขนมขบเคี้ยวที่มีแต่แป้ง น้ำตาล และโซเดียม รวมไปถึงเบเกอรี่ที่ใช้ไขมันทรานส์เป็นส่วนผสมในการทำ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มี่คุณค่าทางสารอาหารน้อยเหล่านั้น มาทานอาหารที่คุณค่าทางสารอาหารที่สูงขึ้นอย่างธัญพืชต่างๆ ผักผลไม้ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ จะดีกว่า

 

3. ทำอาหารทานเองที่บ้าน

ไม่มีอาหารเมนูไหนจะดีต่อสุขภาพไปกว่าอาหารที่ทำเองที่บ้าน นอกจากเราจะสามารถทำเมนูอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ด้วยตัวเองตั้งแต่วิธีการเลือกวัตถุดิบ การล้างทำความสะอาดส่วนผสม เครื่องครัวต่างๆ รวมไปถึงการปรุงรสอาหารที่เราสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง 100% แล้ว การทำอาหารทานเองยังเป็นการสร้างวินัยให้กับตัวเองได้รู้ว่าในแต่ละมื้อของแต่ละวันเราทานอะไรไปบ้าง แล้วในมื้อถัดไปเราควรทานอะไรเพื่อให้เราได้รับสารอาหารที่หลากหลายไม่จำเจ แม้ว่าเราอาจจะไม่สามารถทำอาหารทานเองได้ทุกมื้อ แต่อย่างน้อยเริ่มหัดทำอาหารทานเองเป็นบางมื้อก็นับว่าเป็นก้าวแรกที่ดีแล้ว

4. หลีกเลี่ยงการทานแป้ง และน้ำตาลขัดสี

ไม่มีทางที่เราจะหลีกเลี่ยงการทานแป้ง และน้ำตาลในทุกๆ มื้อ แม้ว่าเราจะทราบว่าสองสิ่งนี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เข็มบนตราชั่งปัดไปทางขวาอยู่เรื่อยๆ แต่หากเราจะทานแป้ง และน้ำตาลบ้างเป็นบางครั้งบางคราว เราก็ควรเลือกทานแป้ง และน้ำตาลที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง น้ำตาลทรายแดง เป็นต้น นอกจากจะได้คุณค่าทางสารอาหารเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มใยอาหารให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการทานไขมันทรานส์ต่อไปเรื่อยๆ เพราะไขมันทรานส์ไม่เคยให้ประโยชน์ใดๆ กับร่างกาย นอกจากโทษที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคอ้วน เบาหวาน และโรคอื่นๆ นอกจากนี้ควรหัดให้มีนิสัยในการเลิกปรุงรสจัดในอาหารทุกเมนู ลองลดการปรุงรส ลดการทานซอส หรือน้ำจิ้มลง จะช่วยถนอมไตของเราให้ทำงานน้อยลงได้อีกด้วย เราจะได้มีหุ่นสวยจากการลดความอ้วนได้สำเร็จ แล้วยังมีอวัยวะภายในที่ยังทำงานได้ดี ไม่กลับไปโยโย่หรือกลับไปอ้วนอีกง่ายๆ แน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com